การป้องกันและรักษาเนื้อไม้ article
โพสต์เมื่อ : 18 ก.ย 2562 เวลา 8:10 น.
คุณสมบัติของไม้
ความทนทาน จำแนกความเสียหายได้ 4 อย่างต่อไปนี้
1. ทางชีวภาพ ได้แก่ความเสียหายที่เกิดจากเชื้อรา แมลงและเพรียง
2. ทางฟิสิกส์ ได้แก่ความเสียหายที่เกิดจากถูกความร้อน ความชื้น การยืด หดตัว แตก ร้าว ปริ และโดยการกระทำของสภาพอากาศ
3. ทางกล ได้แก่การเสียดสี เหยียบย่ำ การแตกหักเพราะมีน้ำหนักกระทำ
4.ทางเคมี ได้แก่การถูกกรด ด่าง การเติมออกซิเจน และถูกไฟไหม้
การเสียหายจากสาเหตุแรกนั้นเป็นความเสียหายที่สามารถป้องกันได้โดยใช้ตัวยารักษาเนื้อไม้ ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตัวการทั้งสามที่ทำให้เนื้อไม้ผุพัง ทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก ไม้ที่ทนทานต่อการทำลายโดยไม่ต้องอาศัยน้ำยารักษาเนื้อไม้ เรียกว่าเป็นไม้ที่มีความทนทานตามธรรมชาติ ตัวยารักษาเนื้อไม้ คือสารเคมีที่เป็นพิษต่อตัวการทำลายไม้ ซึ่งได้แก่ เชื้อรา แมลง และเพรียง ดังกล่าวแล้วข้างต้น โดยปกติแล้วยารักษาเนื้อไม้จะต้องเป็นของเหลวเพื่อให้ซึมผ่านเนื้อไม้ได้สะดวก จะเป็นในรูปสารเคมีผสมสารละลาย หรือเป็นน้ำมันผสม หรือเป็นสารเคมีที่สะลายน้ำก็ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
ความทนทาน จำแนกความเสียหายได้ 4 อย่างต่อไปนี้
1. ทางชีวภาพ ได้แก่ความเสียหายที่เกิดจากเชื้อรา แมลงและเพรียง
2. ทางฟิสิกส์ ได้แก่ความเสียหายที่เกิดจากถูกความร้อน ความชื้น การยืด หดตัว แตก ร้าว ปริ และโดยการกระทำของสภาพอากาศ
3. ทางกล ได้แก่การเสียดสี เหยียบย่ำ การแตกหักเพราะมีน้ำหนักกระทำ
4.ทางเคมี ได้แก่การถูกกรด ด่าง การเติมออกซิเจน และถูกไฟไหม้
การเสียหายจากสาเหตุแรกนั้นเป็นความเสียหายที่สามารถป้องกันได้โดยใช้ตัวยารักษาเนื้อไม้ ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตัวการทั้งสามที่ทำให้เนื้อไม้ผุพัง ทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก ไม้ที่ทนทานต่อการทำลายโดยไม่ต้องอาศัยน้ำยารักษาเนื้อไม้ เรียกว่าเป็นไม้ที่มีความทนทานตามธรรมชาติ ตัวยารักษาเนื้อไม้ คือสารเคมีที่เป็นพิษต่อตัวการทำลายไม้ ซึ่งได้แก่ เชื้อรา แมลง และเพรียง ดังกล่าวแล้วข้างต้น โดยปกติแล้วยารักษาเนื้อไม้จะต้องเป็นของเหลวเพื่อให้ซึมผ่านเนื้อไม้ได้สะดวก จะเป็นในรูปสารเคมีผสมสารละลาย หรือเป็นน้ำมันผสม หรือเป็นสารเคมีที่สะลายน้ำก็ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
- ครีโอโสต หรือสารผสมที่ได้จากน้ำมันดินถ่านหิน มีประสิทธิภาพสูง ไม่ละลายน้ำ ติดกับไม้ได้นานมาก ช่วยให้ไม้ไม่แตกร้าว ไม่กัดโลหะ ใช้กับงานที่ต้องการความคงทนมากๆเช่น ไม้หมอนรถไฟ ไม้เสาไฟฟ้า ปกติใช้วิธีการอัดแบบไม่เต็มเซลล์ มีข้อเสียคือมีกลิ่นรุนแรง ทาสีทับไม่ได้ มีสีดำ
- สารเคมีผสมสารละลายประเภทน้ำมันเช่น Tanalith T (เป็นสารเคมีประเภทละลายในน้ำมันซึ่งมีสารออกฤทธิ์ Permethrin สามารถใช้วิธีการจุ่ม พ่นหรือทาได้)
- สารเคมีผสมน้ำ ที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราเช่น สารพวก Boron Compound (น้ำยาอัดขาว) , CCA:Copper Crome Asenic (น้ำยาอัดเขียว) ปกติแล้วการใช้สารพวก Boron Compound ใช้กันมากกับการรักษาเนื้อไม้พวกไม้ยางพารา ไม้เนื้ออ่อน ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ประเภทใช้งานภายใน โดยอัดให้มีปริมาณน้ำยาตกค้าง ที่ 0.2 % BAE ส่วน CCA ใช้กับไม้ที่ต้องการทนแดดทนฝนเป็นพิเศษ เพราะมีการยึดติดกับเนื้อไม้ได้ดี โดยปกติจะใช้วิธีการอัดแบบเต็มเซลล์ ยูซ่าพาเลทของเราก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน
คุณสมบัติของยารักษาเนื้อไม้
1. ปลอดภัย หรือเป็นอันตราบต่อผู้ใช้น้อยทีสุด
2. มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นพิษกับตัวการทำลายไม้
3. คงทน อยู่ในเนื้อไม้ได้นาน
4. ค่าใช้จ่ายไม่สูง คุ้มกับความต้องการรักษาเนื้อไม้
กรรมวิธีอาบน้ำยาไม้
1.วิธีใช้แรงอัด คือการอัดโดยใช้ถังอัด แบ่งออกเป็น
1. ปลอดภัย หรือเป็นอันตราบต่อผู้ใช้น้อยทีสุด
2. มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นพิษกับตัวการทำลายไม้
3. คงทน อยู่ในเนื้อไม้ได้นาน
4. ค่าใช้จ่ายไม่สูง คุ้มกับความต้องการรักษาเนื้อไม้
กรรมวิธีอาบน้ำยาไม้
1.วิธีใช้แรงอัด คือการอัดโดยใช้ถังอัด แบ่งออกเป็น
- กรรมวิธีอัดเต็มเซลล์ คือมีการทำสูญกาศ(-0.84 bar)ร่วมกับการอัดแรงดัน(150-200 psi)
- กรรมวิธีอัดเซลล์ว่าง คือทำการอัดแรงดันอย่างเดียว(ใช้ลมอัด 60 psi และอัดน้ำยาที่ 150-200 psi)
- กรรมวิธีใช้แรงดันสลับ คือทำการใช้แรงอัดสลับกับสูญกาศหลายๆครั้ง
- กรรมวิธีใช้สูญกาศซ้อน คล้ายกับวิธีอัดเต็มเซลล์ แต่ใช้แรงดันต่ำกว่า
2.ไม่ใช้แรงอัด ได้แก่วิธี ทา พ่น จุ่ม แช่